ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างดำเนินการบรรจุวัคซีนดังกล่าวเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในรูปแบบของวัคซีนรวม 5 โรค ได้แก่ โรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี และโรคติดเชื้อฮิบทดแทนวัคซีนรวม 4 โรค ป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมนพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดการประชุมวิชาการ “ฮีโมฟีลุส อินฟลูเอนเซ ไท้พ์บี วัคซีน” เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลด้านการสาธารณสุข ประจำปี 2560 ได้แก่ 1.ศ.พอร์ทเตอร์ดับเบิลยู แอนเดอร์สัน จูเนียร์ 2.ศ.นพ.มธุราม ซานโตชาม 3.พญ.ราเชล ชเนียสัน และ 4.นพ.จอห์น บี รอบบินส์

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ทั้ง 4 ท่านคือผู้ที่มีส่วนในการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียฮีโมฟีลุส อินฟลูเอนเซ ชนิดบี วัคซีน หรือเชื้อฮิบซึ่งก่อให้เกิดความรุนแรงในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบ ฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ ข้ออักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และฝีในสมอง หากเด็กรอดชีวิตก็อาจเกิดความพิการทางสมองและความบกพร่องที่อวัยวะต่าง ๆ อย่างถาวรได้ ป้องกันโรคจากการติดเชื้อฮิบส่งผลให้ลดการป่วยและการเสียชีวิตด้วยโรคจากการติดเชื้อดังกล่าวในเด็กเล็กทั่วทุกภูมิภาคของโลก

“ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างดำเนินการบรรจุวัคซีนดังกล่าวเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในรูปแบบของวัคซีนรวม 5 โรค ได้แก่ โรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี และโรคติดเชื้อฮิบทดแทนวัคซีนรวม 4 โรค ป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี ที่ใช้ในปัจจุบัน 3 เข็ม ในเด็กอายุ 2, 4 และ 6 เดือนซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศได้ภายในปี 2562” นพ.สุวรรณชัยกล่าว.